เด็กเกิดใหม่ส่วนมากจะตัวเหลือง ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดมีทั้งตัวเหลืองมากและตัวเหลืองไม่มาก เด็กบางคนอาจต้องได้รับการส่องไฟรักษาเนื่องจาก มีระดับตัวเหลืองที่สูงกว่าปกติ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองคงต้องเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วตัวเหลืองเกิดจากอะไร รู้ได้อย่างไรว่าลูกตัวเหลือง    ภาวะตัวเหลืองเป็นอันตรายหรือไม่  การรักษาทำอย่างไร นมแม่ทำให้ลูกตัวเหลืองหรือไม่



 

edit @ 5 Dec 2008 11:29:24 by soraya

ภาวะตัวเหลือง

posted on 04 Dec 2008 23:23 by soraya084

                               

                                   

           

         ตัวเหลืองหรือที่หลายคนคุ้นกันในชื่อดีซ่าน เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทารกแรกคลอด 7 วันแรก ผิวหนังของทารกจะสีเหลืองเห็นได้ชัดบริเวณใบหน้าและลำตัว ตัวเหลืองที่เป็นภาวะเหลืองปกติของเด็กแรกคลอด 7 วันแรกจะเหลืองไม่มาก ถ้าเหลืองเข้มมากหรือตัวเหลือง ตลอดลงไปถึงบริเวณปลายเท้าของทารก มักจะแสดงถึงภาวะเหลืองที่ผิดปกติ ขณะคลอดทารกอาจได้รับกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เกิดเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มกะโหลกศีรษะ คลำดูบริเวณที่มีเลือดคั่งอยู่ จะมีลักษณะเป็นก้อนนิ่มหยุ่นๆ คล้ายถุงน้ำ เลือดที่คั่งอยู่นี้สามารถทำให้ทารกตัวเหลืองได้ครับ ซึ่งไม่มีอันตรายแต่อย่างใดหายได้เองทั้งก้อนที่ศีรษะและภาวะตัวเหลือง ทารกที่ดูดนมน้อยอาจทำให้ตัวเหลืองมากหรือนานขึ้น ถ้าเด็กมีอาการซึม ไม่ค่อยร้อง ดูดนมได้ไม่ดีอาจแสดงว่าเด็กไม่สบายหรือเป็นโรคติดเชื้อ ต้องพาไปหาแพทย์ เด็กที่เป็นภาวะเหลืองชนิดปกติจะมีอาการดี ดูดนมเก่ง ปัสสาวะสีไม่เหลืองเข้ม ตับไม่โต ม้ามไม่โต เป็นภาวะตัวเหลืองที่พบได้ทั่วไปในทารกแรกเกิด และจะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าจะให้หายเหลืองเร็วขึ้นจะบอกวิธีให้ นำทารกไปนอนในห้องที่มีแสงแดดส่องอ่อนๆ ตอนเช้า หรือเย็นๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวางทารกไว้กลางแดดนะ วางตรงที่สว่างๆ หน่อยก็พอ ถอดเสื้อผ้าทารกออกให้หมดเพื่อให้แสงกระทบผิวหนังโดยตรง ทำสักวันละ 1 ชั่วโมงเพียง 3-4 วันก็หายเหลือง ถ้าอากาศภายนอกเย็นมาก เมื่อถอดเสื้อผ้าออกเด็กอาจจะหนาว ต้องเอาเด็กไว้ในห้องที่อบอุ่นที่แสงเข้าถึงได้แทน

ทารกที่ดูดนมแม่บางคนอาจตัวเหลืองนานถึง 1-2 เดือนได้โดยไม่ผิดปกติ ทารกพวกนี้จะเห็นตัวเหลืองชัดเจนหลังอายุ 1 สัปดาห์ไปแล้ว อุจจาระเหลืองผิดปกติ ปัสสาวะสีไม่เข้ม พ่อแม่ที่ไม่สบายใจอาจพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ดูก็ได้ อาการเหลืองจากดูดนมแม่จะไม่มีอันตรายครับ ถ้าแพทย์ตรวจเลือดเด็กแล้วเหลืองไม่มาก ก็ยังดูดนมมารดาต่อไปได้ ถ้าเหลืองปานกลางอาจให้หยุดนมมารดาสัก 2 วันแล้วให้ดูดใหม่ได้ กรณีเหลืองมากจึงจำเป็นต้องหยุดให้นมมารดาและนำเด็กมาส่องไฟสว่าง เพื่อลดความเหลืองลง

 

 

edit @ 4 Dec 2008 23:57:24 by soraya

 

 

 

  1. ตัวเหลืองแล้วซึม ดูดนมน้อยไม่ค่อยร้อง

 2. ตัวเหลืองแล้วมีก้อนในท้องบ่งถึงตัวม้ามโต 

 3. ตัวเหลืองแล้วอุจจาระสีซีดและปัสสาวะสีเหลืองเข้ม             

 4. ตัวเหลืองมาก

 5. ตัวเหลืองหลังอายุสัปดาห์แรกไปแล้วที่ไม่ใช่เกิดจากดูดนมมารดา

edit @ 5 Dec 2008 01:03:21 by soraya

           

             

          สีผิวในเด็กที่เหลืองขึ้นเกิดจากการแตกของเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดสารสีเหลืองที่เรียกว่า  บิลิรูบินสารนี้จะอยู่ในกระแสเลือด ไปทีตับ อาศัยเอนไซน์ในตับช่วยเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอน ก่อนที่จะลงไปในลำไส้และขับถ่ายออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ ดังนั้นหากมีภาวะที่มีผลในขั้นตอนใดๆของการกำจัดบิลิรูบินก็ทำให้ทารกตัว เหลืองมากกว่าปกติ
              ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกปกติในทารกแรกเกิดพบ ได้ในทารกทุกคนทำให้ทารกตัวเหลืองเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องได้รับการส่องไฟมัก เหลืองเมื่ออายุ 3-5 วันแล้วจะค่อยๆเหลืองน้อยลง ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก 
             1 เด็กมีเม็ดเลือดแดงมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กมีความเข้มข้นของเลือด 50-60% ขณะที่ผู้ใหญ่มีความเข้มข้นของเลือด 33-40 % เมื่อเม็ดเลือดครบอายุก็จะแตก
            2.เม็ดเลือดแดงในเด็กมีอายุ 90 วัน ผู้ใหญ่ 120วัน ดังนั้นเม็ดเลือดแดงจึงอายุสั้นกว่า การแตกจึงมากกว่า

 

e="clear: both;">เด็กน่ารักดี จิงมั้ย -

 

ถ้ามีภาวะที่มีผลต่อ บิลิรูบินในขั้นตอนต่างๆจะทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลืองมากกว่าปกติคือ
      1.มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ สาเหตุมีหลายอย่างเช่น เด็กที่คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วยคลอดจะมีเลือดออกใต้หนังศีรษะเลือดส่วนนี้ ทำให้มีเม็ดเลือดแดงที่แตกเพิ่มขึ้น ,เม็ดเลือดแดงแตกมากเนื่องจากกรุ๊ปเลือดแม่และลูกไม่ตรงกันพบในแม่เลือดกรุ๊ป Oและลูกเป็น กรุ๊ป A หรือ B และภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมากเนื่องจากโรคเลือดคือ โรค ทาลัสซีเมีย ,โรคขาดเอนไซน์G6PDในเม็ดเลือดแดง
      2.การทำงานของตับยังไม่สมบูรณ์หรือโรคกรรมพันธุ์บางอย่างของตับ
      3.ความผิดปกติที่ลำไส้เช่นภาวะลำไส้อุดตัน ทำให้มีการดูดซึม บิลิรูบินกลับเข้ากระแสเลือดแทนที่จะขับถ่ายออกไปเด็กจึงตัวเหลือง 


       

          1.การสังเกตสีผิว เด็กจะเริ่มเหลืองที่ใบหน้าก่อน แล้วค่อยค่อยไล่ลงมาที่ลำตัว ไปขาและเท้า ถ้าเหลืองเฉพาะใบหน้าและลำตัว ถือว่าเหลืองไม่มากแต่ถ้าลงมาขาและเท้าถือว่าเหลืองมาก เวลาดูตัวเหลืองในเด็กทารกต้องกดผิวหนังลงดูที่ส่วนที่กดจะเห็นเป็นสีเหลือง เหตุที่ต้องกดผิวหนังลงเพราะเด็กตัวแดงทำให้ดูยาก ถ้าดูแล้วเห็นว่าเหลืองไม่มากไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด แต่ถ้าเหลืองมากต้องเจาะเลือดตรวจ
       2 การเจาะเลือดตรวจระดับตัวเหลือง หรือตรวจระดับบิลิรูบินในเลือด ถ้าระดับสูงต้องรักษาโดยการส่องไฟ การเจาะเลือดนี้ สามารถเจาะจากส้นเท้าหรือเจาะจากเส้นเลือดโดยตรง


edit @ 5 Dec 2008 01:38:37 by soraya

edit @ 5 Dec 2008 01:51:42 by soraya

การส่องไฟ (phototherapy)

posted on 04 Dec 2008 23:11 by soraya084

         

     เป็น การรักษาภาวะตัวเหลืองในเด็กทารก เนื่องจากแสงสามารถ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของโมเลกุลของบิลิรูบิน ซึ่งปกติละลายน้ำไม่ได้ให้กลับกลายมาเป็นสารที่ละลายน้ำได้ สามารถขับถ่าย สารนี้ได้ทางปัสสาวะและทางอุจจาระโดยออกมาทางน้ำดี หลังจากส่องไฟจะตรวจระดับตัวเหลืองวันละ1-2 ครั้งถ้าระดับบิลิรูบินลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถหยุดส่องไฟได้

e="clear: both;">เด็กน่ารักดี -

edit @ 5 Dec 2008 01:39:23 by soraya

    

 

     ก. ทารกอาจจะมีสีผิวคล้ำขึ้นจากการที่ต้องถูกแสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน
      ข. ทารกอาจถ่ายเหลวจากการที่แสงที่ใช้ในการรักษา ทำให้มีการบาดเจ็บของเยื่อบุลำไส้ ทำให้มีการขาด enzyme lactase เป็นการชั่วคราว และจะดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษา
       ค. ทารกมีภาวะเสียน้ำมากจากการระเหยของน้ำ เพราะว่าอุณหภูมิรอบตัวของทารกสูงขึ้น จึงจะต้องมีการทดแทนโดยให้ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าเดิม หรือโดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือด
       ง. ทารกอาจมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติหรือเป็นไข้ อาจต้องเลื่อนไปให้ห่างทารก
       จ. ทารกอาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัวเป็นการชั่วคราว
       ฉ. ถ้าไม่ได้ปิดตาทารกให้มิดชิด อาจมีการบาดเจ็บเนื่องจากถูกแสงส่องนาน ดังนั้นการดูแลทารกในช่วงที่รับการส่องไฟ ก็ควรจะปิดตาทารกให้มิดชิดเพื่อป้องกันอันตรายของแสงไฟสู่ดวงตาเด็ก
ควรให้ทารกดูดนมมากๆ และบ่อยๆ เพื่องดการเสียน้ำและเพิ่มการถ่ายอุจจาระ ถ้าทารกดูดหรือรับนม ไม่ได้หรือไม่ได้ดีก็ควรจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด โดยต้องเพิ่มปริมาณน้ำอีก 30 %ของปริมาณปกติในแต่ละวัน

e="clear: both;">Funny Kids -

 

ตัวเหลืองในทารกที่กินนมแม่ว่า มีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า Breastfeeding Jaundice ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกที่คุณแม่ยังมีน้ำนมน้อย ทำให้ปริมาณพลาสม่าในเส้นเลือดลูกน้อย ทำให้เหมือนกับค่าตัวเหลือง ที่เรียกว่า บิลลิรูบิน เข้มข้นขึ้น ซึ่งจะค่อยๆดีขึ้นเมื่อคุณแม่มีน้ำนมมากขึ้น ดังนั้น ตัวเหลืองชนืดนี้ ก็จะพยายามให้คุณแม่ให้นมลูกให้บ่อย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สร้างน้ำนมมากพอที่จะทำให้ปริมาตรพลาสม่าในเลือดสูงขึ้นเพียงพอท??่จะทำให้ความเข้มข้นของบิลลิรูบินกลับมาสู่ปกติ

อีกแบบเรียกว่า Breast milk jaundice กรณีนี้มักเกิดขึ้นหลังสัปดาห์แรกไปแล้ว จากการที่ในนมแม่มีสาร 5-beta-pregnane-3-alpha-20 beta-diol ที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงบิลลิรูบิน ทำให้มีอาการตัวเหลือง โดยค่าเหลืองจะสูงได้นานถึง 4-6 สัปดาห์โดยไม่มีอันตรายใดๆ จึงมักไม่แนะนำให้หยุดนมแม่ ยกเว้นแต่เมื่อค่าเหลืองสูงเกิน 25 mg% อาจหยุดนมแม่เพียง 48 ชั่วโมงร่วมกับการส่องไฟรักษาเพื่อเร่งให้ค่าเหลืองกลับมาสู่ปกติเร็วขึ้น

สรุปว่า โดยทั่วไป ทารกที่ตัวเหลือง จากการกินนมแม่ ไม่ว่าจะแบบแรก หรือ แบบที่สอง ก็มักไม่หยุดนมแม่ ยกเว้นเหลืองมาก มีค่าบิลลิรูบินเกิน 25 mg% ช่วงระหว่างหยุดนมแม่ ควรบีบนมอย่างสม่ำเสมอวันละอย่างน้อย 8 ครั้ง เพื่อให้ยังมีนมแม่อย่างต่อเนื่อง

          

  

        

    e="clear: both;">ตะแลนตะแล๊น เด็กเต้น -

ภาวะที่มีระดับ บิลิรูบินสูงมากเกินไปสาร นี้สามารถเข้าไปที่สมองลูกได้ ถ้าระดับบิลิรูบินสูงมากทำให้เด็กมีอาการทางสมองจากภาวะตัวเหลืองได้(ภาษา อังกฤษเรียกว่า KERNICTERUS) และถ้าบิลิรูบินสูงเกิน 20 อาจมีผลต่อการได้ยินของเด็กได้เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ ความสนใจและรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด